ค่าสวัสดิการพนักงานหักภาษีได้ไหม HR และบัญชีต้องรู้อะไรบ้าง

ค่าสวัสดิการพนักงานหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้เมื่อเข้าเงื่อนไขและไม่เป็นรายจ่ายต้องห้าม จึงไม่ใช่การหักได้ทุกรายการเพียงเพราะเรียกว่าเป็นสวัสดิการ ส่วนภาษีเงินได้ของพนักงานและสิทธิเครดิตภาษีซื้อต้องตรวจแยกจากรายจ่ายบริษัท เพื่อให้ HR วางแผน สวัสดิการพนักงาน ร่วมกับฝ่ายบัญชีได้ตรงกับข้อเท็จจริง
ข้อมูลภาษีตรวจวันที่ 26 ตุลาคม 2026: อ้างตัวบทและข้อหารือจากกรมสรรพากรโดยตรง ข้อหารือให้แนวทางตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ต้องเทียบกับระเบียบ ผู้รับเงิน และรายการที่องค์กรจ่ายจริงก่อนใช้
ค่าสวัสดิการที่จัดให้พนักงานเป็นการทั่วไป กับรายจ่ายที่หักไม่ได้
สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล การหักค่าสวัสดิการเป็นการนำรายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ไปคำนวณกำไรสุทธิ ไม่ได้ลดภาษีที่ต้องจ่ายลงเท่ากับยอดเงินสวัสดิการโดยตรง กรอบหลักอยู่ที่ มาตรา 65 และมาตรา 65 ตรี ของประมวลรัษฎากร
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล | บริษัทนำรายจ่ายนี้ไปคำนวณกำไรสุทธิได้หรือไม่ | ความเกี่ยวข้องกับกิจการ ระเบียบ และรายจ่ายต้องห้าม |
|---|---|---|
| ภาษีเงินได้ของพนักงาน | พนักงานได้รับเงินหรือประโยชน์ที่ต้องรวมเป็นเงินได้หรือมีข้อยกเว้นหรือไม่ | ลักษณะประโยชน์และเงื่อนไขยกเว้นเฉพาะรายการ |
| ภาษีมูลค่าเพิ่ม | มีภาษีซื้อจริง และมีสิทธินำไปหักจากภาษีขายหรือไม่ | สถานะ VAT รายการบริการ ใบกำกับภาษี และข้อห้ามภาษีซื้อ |
ข้อหารือ กค 0702/2065 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2018 ข้อ 5 วินิจฉัยกรณีสวัสดิการของบริษัทที่มีระเบียบใช้บังคับเป็นการทั่วไปว่า นำเงินที่จ่ายมาเป็นรายจ่ายได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แนวทางนี้จึงให้ความสำคัญกับทั้งระเบียบและการจ่ายตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงมีมติอนุมัติงบแล้วถือว่าทุกรายการหักได้
| รายจ่ายตามระเบียบสวัสดิการ | ผู้มีสิทธิ วงเงิน รายการ และเงื่อนไขใช้เป็นการทั่วไป | ข้อหารือ กค 0702/2065 และข้อเท็จจริงของบริษัท |
|---|---|---|
| ลักษณะเป็นการส่วนตัวหรือให้โดยเสน่หา | เหตุผลการจ่ายและความเกี่ยวข้องกับกิจการ | มาตรา 65 ตรี (3) และ (13) |
| พิสูจน์ผู้รับเงินไม่ได้ | ผู้รับเงิน รายการที่จ่าย และหลักฐานการรับหรือชำระเงิน | มาตรา 65 ตรี (18) |
| ช่วยเหลือเฉพาะรายเกินระเบียบ | เหตุและส่วนที่จ่ายเกินเกณฑ์เดิม ก่อนสรุปผลทางภาษี | เทียบข้อหารือ กค 0706/10504 ตามข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี |
กรณีตัวอย่าง: บริษัทหักรายจ่ายไม่ได้ แต่พนักงานอาจได้รับยกเว้น
ข้อหารือ กค 0706/10504 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2005 พิจารณาบริษัทที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลเกินวงเงินในระเบียบให้พนักงานเฉพาะราย กรมสรรพากรวินิจฉัยว่าส่วนเกินเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) ขณะเดียวกัน ค่ารักษาที่พนักงานได้รับเข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษีเงินได้ตามข้อกฎหมายที่อ้างในหนังสือฉบับนั้น
HR จึงควรส่งระเบียบฉบับที่ใช้จริงและรายการที่ขออนุมัติให้บัญชีตรวจตั้งแต่ก่อนจ่าย หากเป็นรายการนอกเกณฑ์ ให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีพิจารณาตามข้อเท็จจริง แยกจากการอนุมัติช่วยเหลือในทางบริหาร
สวัสดิการแบบไหนถือเป็นเงินได้ของพนักงาน
เงินได้จากการจ้างแรงงานตาม มาตรา 40 (1) ครอบคลุมทั้งเงินและประโยชน์ที่ได้รับเนื่องจากการจ้าง เช่น เงินค่าเช่าบ้านและประโยชน์อื่นที่กฎหมายระบุ การตั้งชื่อเป็นสวัสดิการจึงไม่ได้ทำให้พ้นจากการพิจารณาเงินได้ หากเข้าเงินได้จากการจ้างและไม่มีข้อยกเว้น นายจ้างต้องพิจารณาการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1)
ค่ารักษาพยาบาลมีข้อยกเว้นเฉพาะ โดย กฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (4) กำหนดเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนลูกจ้างตามเงื่อนไข ในส่วนการรักษาในประเทศไทยครอบคลุมบุคคลตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 (4) (ก) ส่วนการรักษาต่างประเทศมีเงื่อนไขเฉพาะอีกส่วนหนึ่ง ไม่ควรนำคำว่าค่าสุขภาพไปใช้แทนเงื่อนไขค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
| เงินหรือประโยชน์จากการจ้าง | เริ่มตรวจตามมาตรา 40 (1) แล้วหาข้อยกเว้นที่ตรงรายการถ้ามี | ลักษณะการจ่าย ระเบียบ และข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์ |
|---|---|---|
| ค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทน | ตรวจข้อ 2 (4) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ให้ครบ | รายการรักษา หลักฐานค่าใช้จ่าย ผู้ได้รับการรักษา และหลักฐานนายจ้างจ่าย |
| เงินเหมาจ่ายหรือเครดิตใช้ได้หลายหมวด | ไม่ถือว่าได้รับยกเว้นค่ารักษาพยาบาลทั้งก้อนเพียงเพราะตั้งชื่อเป็นงบสุขภาพ | แยกการใช้จริงตามหมวด แล้วให้บัญชีวินิจฉัยผลของแต่ละรายการ |
เมื่อออกแบบ Flexible Benefit หรือสวัสดิการแบบยืดหยุ่น ควรแยกหมวดและหลักฐานตั้งแต่ต้น เพื่อให้บัญชีตรวจได้ว่าแต่ละคำขอเป็นค่ารักษาจริงหรือประโยชน์ประเภทอื่น สำหรับทันตกรรม ให้ยืนยันลักษณะบริการและเงื่อนไขยกเว้นกับผู้ตรวจภาษี ไม่เหมารวมว่าการทำฟันทุกประเภทหรือเงินเหมาจ่ายทุกก้อนให้ผลเดียวกัน
ภาษีซื้อของค่าสวัสดิการ
ภาษีซื้อเป็นการพิจารณาในระบบ VAT แยกจากการหักรายจ่ายบริษัท สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน ต้องตรวจรายการตาม มาตรา 82/3 และมาตรา 82/5 ซึ่งมีข้อห้าม เช่น ไม่มีใบกำกับภาษีหรือใบกำกับมีสาระสำคัญไม่ครบ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ ภาษีซื้อจากการรับรอง และใบกำกับที่ผู้ไม่มีสิทธิออกเป็นผู้ออก
| รายการนั้นมี VAT หรือไม่ | ดูประเภทสินค้า/บริการและสิทธิของผู้ออกเอกสาร | รายการยกเว้น VAT ไม่มีภาษีจากรายการนั้นให้ขอเครดิต |
|---|---|---|
| บริษัทมีสถานะและสิทธิใช้ภาษีซื้อหรือไม่ | สถานะจดทะเบียน VAT และความเกี่ยวข้องกับกิจการ | มีใบเสร็จไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิเครดิตภาษีซื้อเสมอไป |
| ใบกำกับภาษีและข้อห้ามครบหรือไม่ | สาระสำคัญของใบกำกับและภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 | อย่าสรุปสิทธิจากการมีชื่อบริษัทบนเอกสารเพียงอย่างเดียว |
ค่ารักษาที่ได้รับยกเว้น VAT ต้องแยกจากค่าบริการอื่น
มาตรา 81 (1) (ญ) ยกเว้น VAT สำหรับบริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และข้อหารือ กค 0702/2994 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2014 อธิบายการใช้เกณฑ์นี้กับข้อเท็จจริงของผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาล รวมถึงการไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีสำหรับรายได้ที่ได้รับยกเว้นในกรณีนั้น
ดังนั้น ถ้าค่ารักษาเข้าเกณฑ์ยกเว้น VAT ย่อมไม่มีภาษีซื้อจากค่ารักษารายการนั้นให้เครดิต ส่วนค่าออกหน่วย ค่าจัดการ หรือบริการอื่นต้องตรวจเนื้อหาสัญญาและสถานะผู้ให้บริการแยกกัน ไม่ถือว่าทุกยอดในใบเสนอราคาทันตกรรมยกเว้นหรือเสีย VAT เหมือนกัน และไม่อนุมานสถานะภาษีของ Tooth Taxi จากชื่อบริการเพียงอย่างเดียว
เอกสารที่ควรเก็บ: ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษี และรายชื่อผู้รับบริการ
HR และบัญชีควรจัดแฟ้มเอกสารให้เชื่อมกันได้ตั้งแต่สิทธิที่อนุมัติไปจนถึงผู้รับเงิน โดยแยกเอกสารเสนอราคา เอกสารรับบริการ และเอกสารจ่ายเงินจริง ตารางต่อไปนี้เป็นเช็กลิสต์ทำงาน ไม่ใช่รายการเอกสารตายตัวที่ใช้แทนเงื่อนไขภาษีทุกกรณี
| ระเบียบสวัสดิการและการอนุมัติ | ผู้มีสิทธิ วงเงิน รายการ เงื่อนไข และฉบับที่ใช้ในวันที่เกิดรายการ | รายจ่ายอยู่ภายในเกณฑ์ที่ประกาศหรือเป็นกรณียกเว้น |
|---|---|---|
| ใบเสนอราคาและข้อตกลง | ชื่อผู้ให้บริการ ขอบเขตงาน ราคา และการแยกรายการค่ารักษากับค่าใช้จ่ายอื่น | ผู้ที่เรียกเก็บเงินและลักษณะรายการก่อนอนุมัติงบ |
| ใบเสร็จและหลักฐานชำระเงิน | ผู้รับเงิน วัน รายการ ยอด และหลักฐานจ่ายที่ตรวจสอบกันได้ | พิสูจน์ผู้รับเงินและยอดที่องค์กรจ่าย |
| ใบกำกับภาษีเมื่อมีรายการที่ต้องเสีย VAT | รายการครบตามกฎหมายและผู้ออกมีสิทธิออกใบกำกับ | แยกส่วน VAT ที่มีสิทธินำไปคำนวณออกจากส่วนที่ไม่มีสิทธิ |
| รายชื่อหรือทะเบียนผู้รับบริการ | ข้อมูลที่เชื่อมผู้มีสิทธิกับวันบริการและยอดสนับสนุนเท่าที่จำเป็น | ยืนยันการใช้สวัสดิการ แยกจากข้อมูลผู้รับเงินในหลักฐานชำระ |
| ทะเบียนสรุปส่งบัญชี | ยอดค่ารักษา ค่าใช้จ่ายอื่น ผู้จ่ายแต่ละส่วน VAT และผลตรวจของผู้รับผิดชอบ | ยอดที่ใช้บันทึกบัญชี การปรับปรุงภาษี และข้อมูลส่ง Payroll |
กรณีใบกำกับภาษี ให้ตรวจสาระสำคัญตาม มาตรา 86/4 และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อมูลผู้ออก ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ รายการ มูลค่า และจำนวน VAT แยกชัด กรณีบริษัทซื้อบริการเองกับกรณีพนักงานสำรองจ่ายแล้วเบิกคืนควรตกลงรูปแบบเอกสารกับบัญชีก่อน ไม่เปลี่ยนชื่อผู้รับบริการหรือยอดในหลักฐานเพื่อให้ตรงรูปแบบที่ต้องการ
มาตรา 65 ตรี (18) มุ่งเรื่องพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้รับเงิน รายชื่อพนักงานที่มาทำฟันจึงไม่ใช้แทนใบรับเงินหรือหลักฐานของผู้ให้บริการ รายชื่อช่วยประกอบการตรวจการใช้สวัสดิการ ส่วนข้อมูลการรักษาที่ต้องใช้พิจารณาให้ส่งผ่านผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ แยกจากรายงานกิจกรรมภาพรวม
ค่าสวัสดิการพนักงานบันทึกบัญชีแล้ว ต้องตรวจภาษีต่ออย่างไร
ให้บัญชีจัดตารางเทียบยอดที่บันทึกกับรายจ่ายที่เข้าเกณฑ์ทางภาษี และระบุรายการที่ต้องปรับปรุงโดยอ้างเหตุผล กรอบตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ตรีเป็นเงื่อนไขคำนวณกำไรสุทธิ การมีรายการในบัญชีหรือมีใบเสร็จจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าหักรายจ่ายได้ทั้งหมด
ตัวอย่างกรณีจัดทำฟันที่ทำงาน
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการจัดเอกสารสมมติสำหรับ สวัสดิการทำฟันพนักงานด้วยประกันสังคม ไม่ใช่ราคา Tooth Taxi หรือคำยืนยันผลภาษีของบริการจริง สมมติค่ารักษารวม 12,000 บาท มีหลักฐานว่าสิทธิอื่นชำระ 8,000 บาท และบริษัทสนับสนุนส่วนที่เหลือ 4,000 บาท พร้อมค่าจัดบริการตามสัญญาอีก 3,000 บาท
| ค่ารักษาทั้งหมด | 12,000 | รายการรักษา ผู้รับบริการ และหลักฐานแบ่งผู้จ่าย |
|---|---|---|
| ส่วนที่สิทธิอื่นชำระ | 8,000 | เก็บเป็นข้อมูลกระทบยอด ไม่รวมเป็นยอดบริษัทจ่ายตามสมมติฐานนี้ |
| ส่วนค่ารักษาที่บริษัทสนับสนุน | 4,000 | ระเบียบสวัสดิการ รายจ่ายต้องห้าม และเงื่อนไขค่ารักษาของพนักงาน |
| ค่าจัดบริการที่บริษัทจ่าย | 3,000 | ลักษณะงาน ผู้รับเงิน และสถานะ VAT ตามสัญญาแยกจากค่ารักษา |
| ยอดบริษัทจ่ายตามตัวอย่าง | 7,000 | ยังไม่ใช่ยอดรายจ่ายภาษีที่ได้รับรอง และยังไม่สรุปว่ามีภาษีซื้อ |
บัญชีควรตรวจ 4,000 บาทส่วนค่ารักษาว่าอยู่ในระเบียบและเข้าเกณฑ์รายจ่ายหรือไม่ พร้อมตรวจว่าพนักงานเข้าเงื่อนไขยกเว้นค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ ส่วน 3,000 บาทค่าจัดบริการต้องอ่านขอบเขตงานจริง ไม่รวมเป็นค่ารักษาพยาบาลของพนักงานโดยอัตโนมัติ หากมี VAT ให้ตรวจสิทธิของผู้ขายและบริษัทก่อนนำไปคำนวณ
ข้อความที่ HR คัดลอกไปขอเอกสารได้
“ขอใบเสนอราคาและเอกสารเรียกเก็บที่แยกรายการค่ารักษา ค่าจัดบริการ และค่าใช้จ่ายอื่น พร้อมชื่อผู้รับเงินและเงื่อนไข VAT ของแต่ละส่วน ขอหลักฐานยอดที่ใช้สิทธิอื่นและยอดบริษัทรับผิดชอบ เพื่อให้ฝ่ายบัญชีกับผู้ตรวจภาษีพิจารณาก่อนอนุมัติการจ่ายและประกาศพนักงาน”
ก่อนยืนยันวันบริการ ให้ฝ่ายบัญชีกับผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจรายการนอกระเบียบ เงินได้พนักงาน VAT และรูปแบบเอกสารตามสัญญาจริง HR จึงค่อยประกาศยอดสนับสนุนและส่วนที่พนักงานจ่ายเองได้โดยอิงข้อมูลเดียวกัน
จัดสิทธิและเอกสารให้ชัด ก่อนยืนยันงบสวัสดิการ
HR ควรตกลงผู้มีสิทธิ รายการ และวงเงินกับฝ่ายบัญชีก่อนเลือกบริการ แล้วจัดหลักฐานให้เห็นว่าใครจ่ายส่วนใด ผลภาษีบริษัท พนักงาน และ VAT ต้องได้รับการพิจารณาแยกกัน หากองค์กรสนใจวันทำฟันที่ทำงาน Tooth Taxi ให้บริการทันตกรรมถึงองค์กรตามรอบและเงื่อนไขพื้นที่ ควรขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายและเอกสารให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจจากข้อเท็จจริงก่อนประกาศนโยบายหรือยืนยันยอดสนับสนุนพนักงาน
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ได้สรุปว่าหักได้ทั้งหมด ต้องตรวจเงื่อนไขรายจ่ายและข้อห้ามตามมาตรา 65 ตรี รวมถึงระเบียบและหลักฐานขององค์กร การหักเป็นรายจ่ายคำนวณกำไรสุทธิแยกจากการนำยอดไปหักภาษีที่ต้องชำระโดยตรง
ระเบียบที่ใช้เป็นการทั่วไปเป็นประเด็นสำคัญตามข้อหารือ กค 0702/2065 แต่ยังต้องเทียบรายการที่จ่ายจริง ผู้มีสิทธิ และรายจ่ายต้องห้าม ไม่รับรองทุกรายการจากการมีระเบียบเพียงอย่างเดียว
ค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนอาจได้รับยกเว้นเมื่อครบเงื่อนไขกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (4) ต้องตรวจลักษณะการรักษา ผู้รับประโยชน์ และเงื่อนไขสถานที่รักษา ไม่เหมารวมเงินสุขภาพทุกแบบ
ไม่ควรถือว่าทั้งก้อนได้รับยกเว้นเพียงเพราะใช้ชื่อสวัสดิการ ต้องแยกหมวดที่ใช้จริง เงินหรือประโยชน์จากการจ้างพิจารณาตามมาตรา 40 (1) แล้วตรวจข้อยกเว้นที่ตรงกับแต่ละรายการ
ต้องตรวจแยกกัน ข้อหารือ กค 0706/10504 มีกรณีส่วนเกินระเบียบเป็นรายจ่ายต้องห้ามของบริษัท แต่ค่ารักษาที่ลูกจ้างได้รับเข้าเงื่อนไขยกเว้นเงินได้ตามหนังสือนั้น ไม่ใช้ผลภาษีด้านหนึ่งสรุปอีกด้านโดยอัตโนมัติ
ใบเสร็จไม่ได้แสดงว่ามีสิทธิเครดิต VAT เสมอไป ถ้าเป็นค่ารักษาที่เข้าเกณฑ์ยกเว้น VAT จะไม่มีภาษีซื้อจากรายการนั้น ส่วนบริการอื่นที่มี VAT ต้องตรวจใบกำกับและเงื่อนไขมาตรา 82/5 แยกกัน
ต้องตรวจผู้ให้บริการและเนื้อหาสัญญาจริง ไม่ถือว่าค่าจัดบริการทุกประเภทเป็นค่ารักษาที่ได้รับยกเว้น หรือเป็นบริการเสีย VAT ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ให้บัญชีพิจารณารายการและเอกสารก่อนใช้สิทธิ
ส่งระเบียบ ผู้มีสิทธิ วงเงิน ใบเสนอราคาที่แยกรายการ หลักฐานผู้รับเงิน และวิธีแบ่งยอดระหว่างสิทธิกับบริษัท พร้อมให้ผู้สอบบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจผลด้านบริษัท พนักงาน และ VAT ก่อนประกาศ
แหล่งอ้างอิง
- กรมสรรพากร: ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 และ 65 ตรีฐานกำไรสุทธิและรายจ่ายต้องห้าม โดยเฉพาะ (3), (13), (18)rd.go.th ↗
- กรมสรรพากร: ข้อหารือ กค 0702/2065 วันที่ 9 มีนาคม 2018ข้อ 5: ระเบียบสวัสดิการที่ใช้เป็นการทั่วไป และผลทางภาษีบริษัทตามข้อเท็จจริงrd.go.th ↗
- กรมสรรพากร: ข้อหารือ กค 0706/10504 วันที่ 16 ธันวาคม 2005ค่ารักษาที่บริษัทจ่ายเกินระเบียบ กับผลภาษีของบริษัทและลูกจ้างที่ต้องแยกกันrd.go.th ↗
- กรมสรรพากร: ประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) และ 50 (1)เงินได้จากการจ้างแรงงานและการพิจารณาหักภาษี ณ ที่จ่ายrd.go.th ↗
- กรมสรรพากร: กฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (4)เงื่อนไขยกเว้นเงินได้ส่วนที่เป็นค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้หรือจ่ายแทนrd.go.th ↗
- กรมสรรพากร: ประมวลรัษฎากร มาตรา 81, 82/3 และ 82/5บริการรักษาของสถานพยาบาลและเกณฑ์ภาษีซื้อที่ใช้หรือห้ามใช้rd.go.th ↗
- กรมสรรพากร: ข้อหารือ กค 0702/2994 วันที่ 15 พฤษภาคม 2014การยกเว้น VAT ของสถานพยาบาลตามข้อเท็จจริงและการไม่มีสิทธิออกใบกำกับสำหรับรายได้ยกเว้นrd.go.th ↗
แจ้งพื้นที่ จำนวนพนักงาน และช่วงวันที่สะดวก เพื่อให้ Tooth Taxi ตรวจรอบบริการ พร้อมรายละเอียดค่าใช้จ่ายและเอกสารสำหรับส่งฝ่ายบัญชีพิจารณาก่อนยืนยัน
ผู้เขียนบทความ