ตรวจสุขภาพลูกจ้างตามปัจจัยเสี่ยง กฎหมายกำหนดให้นายจ้างทำอะไร

นายจ้างต้องจัดตรวจสุขภาพลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงตามกฎกระทรวงปี 2020 โดยตรวจครั้งแรกให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่รับเข้าทำงาน และครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละครั้ง พร้อมจัดทำสมุดสุขภาพ เก็บผล แจ้งลูกจ้าง และดำเนินการเมื่อพบความผิดปกติ หน้าที่นี้ต้องพิจารณาจากงานและปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่กำหนดให้พนักงานทุกตำแหน่งใช้แพ็กเกจเดียวกัน จึงควรแยกจากแผนสวัสดิการพนักงานที่บริษัทจัดเพิ่มเติมให้ชัดเจน
งานแบบไหนถือว่าเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง
หน้าที่ตรวจสุขภาพพนักงานประจำปีตามกฎหมายต้องพิจารณาขอบเขตลูกจ้างที่อยู่ในเกณฑ์ก่อน จุดเริ่มต้นตามข้อ 2 ของกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ปี 2020 คือดูว่างานของลูกจ้างเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงกลุ่มใด ไม่ใช้ชื่อแผนกหรือชื่อแพ็กเกจเป็นตัวตัดสิน
| สารเคมีอันตราย | งานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายตามที่อธิบดีประกาศกำหนด | รายชื่อสารและลักษณะการสัมผัส เพื่อเทียบประกาศกรมเรื่องกำหนดงานที่ลูกจ้างทำเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายฯ ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2021 |
|---|---|---|
| จุลชีวันเป็นพิษ | อาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา หรือสารชีวภาพอื่น | งาน กระบวนการ และโอกาสสัมผัส ให้ผู้เกี่ยวข้องประเมินร่วมกัน |
| กัมมันตภาพรังสี | งานที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสี | ลักษณะงานและข้อมูลการสัมผัสที่มีอยู่ |
| ปัจจัยทางกายภาพที่ระบุ | ความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน ความกดดันบรรยากาศ แสง หรือเสียง | ตำแหน่งงาน ระยะเวลาสัมผัส และผลตรวจวัดสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง |
| สภาพแวดล้อมอันตรายอื่น | เช่น ฝุ่นฝ้าย ฝุ่นไม้ และไอควันจากการเผาไหม้ | แหล่งกำเนิด กระบวนการทำงาน และลูกจ้างที่เกี่ยวข้องจริง |
HR ควรร่วมกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและแพทย์ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย จัดรายชื่อกลุ่มงานและข้อมูลการสัมผัสก่อนเลือกรายการตรวจ ไม่ควรกำหนดการตรวจจากอายุเพียงอย่างเดียว หรือสรุปว่าไม่มีหน้าที่ตรวจเพียงเพราะพนักงานยังไม่มีอาการ รายการตัวอย่างในบทความไม่ใช่รายการสารเคมีหรือเงื่อนไขคัดกรองครบถ้วน ให้เปิดประกาศฉบับเต็มประกอบ
นายจ้างต้องจัดตรวจเมื่อไรและบ่อยแค่ไหน
ข้อ 3 กำหนดรอบตรวจและคุณสมบัติแพทย์ ส่วนข้อ 4 แยกกรณีกลับเข้าทำงานหลังประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไว้ต่างหาก HR จึงควรมีทั้งปฏิทินประจำปีและระบบติดตามเหตุการณ์รายบุคคล
| รับลูกจ้างเข้าทำงานเสี่ยงครั้งแรก | จัดตรวจให้เสร็จภายใน 30 วัน | นับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน ตามข้อ 3 (1) |
|---|---|---|
| ตรวจครั้งต่อไป | อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง | ข้อ 3 (1); หากลักษณะหรือสภาพงานจำเป็นต้องตรวจตามระยะเวลาอื่นตามผลตรวจ ให้จัดตามระยะเวลานั้น ตามข้อ 3 (2) |
| เปลี่ยนงานที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างจากเดิม | จัดตรวจทุกครั้งให้เสร็จภายใน 30 วัน | นับแต่วันที่เปลี่ยนงาน ตามข้อ 3 (3) ไม่ใช่นับจากวันนัดตรวจประจำปีรอบถัดไป |
| หยุดงานตั้งแต่ 3 วันทำงานติดต่อกันขึ้นไปเพราะประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย | ก่อนกลับเข้าทำงาน ให้ขอความเห็นแพทย์ผู้รักษาหรือแพทย์ประจำสถานประกอบกิจการ หรือจัดตรวจโดยแพทย์ตามคุณสมบัติที่ข้อ 4 กำหนด | ใช้กับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ตามข้อ 4; ไม่ใช่กำหนดให้ทุกคนต้องตรวจซ้ำแบบเดียวกัน |
การตรวจตามข้อ 3 ต้องกระทำโดยแพทย์ที่ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ หรือผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ตามหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง ควรขอข้อมูลคุณสมบัติจากผู้ให้บริการตั้งแต่ขั้นเสนอราคา ไม่ใช้คำว่า “แพทย์ตรวจสุขภาพ” เพียงอย่างเดียวแทนการตรวจสอบ
ก่อนกลับเข้าทำงานตามข้อ 4 มีทางเลือกเรื่องความเห็นแพทย์และการจัดตรวจตามที่ตัวบทกำหนด จึงไม่ควรย่อเป็น “หยุด 3 วันต้องตรวจอาชีวเวชศาสตร์ใหม่ทุกคน” และไม่ควรนำไปปะปนกับหลักเกณฑ์ใบรับรองแพทย์เพื่อใช้สิทธิลาป่วย
สมุดสุขภาพประจำตัวลูกจ้างและการเก็บผล
เอกสารที่ HR ต้องติดตามมีทั้งบันทึกผลตรวจของแพทย์และสมุดสุขภาพประจำตัวลูกจ้าง ตามข้อ 5 แพทย์ต้องบันทึกรายละเอียดผลตรวจ พร้อมความเห็นถึงสภาวะสุขภาพที่มีผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่องาน ลงลายมือชื่อและวันที่ตรวจหรือให้ความเห็น ส่วนข้อ 6 ให้นายจ้างจัดทำสมุดสุขภาพและบันทึกตามผลตรวจของแพทย์ทุกครั้ง
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องกำหนดแบบสมุดสุขภาพประจำตัวของลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2021 กำหนดให้ใช้แบบแนบท้าย และยอมรับรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ HR จึงควรตรวจว่าระบบที่ใช้มีข้อมูลตามแบบ ไม่อาศัยเพียงไฟล์รายงานรวมของบริษัทแทนสมุดรายบุคคล
| บันทึกผลตรวจและข้อมูลสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง | เก็บ ณ สถานประกอบกิจการ ให้พนักงานตรวจความปลอดภัยตรวจสอบได้ตลอดเวลา | ไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างแต่ละราย ตามข้อ 7 |
|---|---|---|
| ผลตรวจในงานเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงานตามประกาศที่อ้างในข้อ 7 | แยกกลุ่มที่ต้องเก็บนานกว่ากรณีทั่วไป | ไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่วันสิ้นสุดการจ้างลูกจ้างแต่ละราย ไม่ใช่นับแต่วันตรวจ |
| สมุดสุขภาพประจำตัวลูกจ้าง | บันทึกผลทุกครั้งตามข้อ 6 และจัดเตรียมการส่งมอบ | มอบให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง ตามข้อ 11 โดยยังต้องดำเนินการเก็บบันทึกตามข้อ 7 |
ในทางจัดการ ควรกำหนดผู้เข้าถึงข้อมูล ผู้สำรองข้อมูล และวิธีส่งมอบให้ชัดเจน แยกข้อมูลสุขภาพรายบุคคลออกจากรายงานภาพรวมที่ใช้วางแผนสวัสดิการ การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ทำให้หน้าที่เก็บข้อมูลและมอบสมุดเมื่อสิ้นสุดการจ้างหายไป
ผลตรวจผิดปกติต้องรายงานอย่างไร
ต้องแยก “แจ้งลูกจ้าง” ตามข้อ 8 ออกจาก “ส่งผลต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย” ตามข้อ 9 รวมทั้งจัดการรักษาและตรวจสอบหาสาเหตุ ไม่ใช่เพียงเก็บใบผลตรวจไว้รอรอบปีหน้า
| ผลตรวจผิดปกติ | แจ้งลูกจ้างผู้ได้รับผลนั้น | ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ ตามข้อ 8 (1) |
|---|---|---|
| ผลตรวจปกติ | แจ้งลูกจ้างผู้ได้รับผลนั้น | ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ ตามข้อ 8 (2) |
| พบผลผิดปกติ หรือมีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานตามข้อ 9 | จัดให้ได้รับการรักษาพยาบาลและตรวจสอบหาสาเหตุเพื่อการป้องกัน | ทันที ตามข้อ 9 วรรคหนึ่ง ไม่รอให้ครบกำหนดส่งรายงาน |
| ส่งรายงานกรณีตามข้อ 9 | ส่งผลตรวจ การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไขต่อพนักงานตรวจความปลอดภัย | ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วยของลูกจ้าง ตามข้อ 9 วรรคสอง |
คำว่า 3 วันและ 7 วันในข้อ 8 รวมถึง 30 วันในข้อ 9 ไม่ได้เขียนเป็น “วันทำงาน” จึงไม่ควรเติมคำนี้เอง และต้องบันทึกวันที่ทราบผลหรือทราบความผิดปกติให้ตรงเหตุการณ์ ส่วนข้อ 4 ใช้คำว่า “3 วันทำงานติดต่อกัน” โดยชัดแจ้ง
ใช้แบบ จผส. 1 และเก็บหลักฐานการส่ง
ประกาศกรมเรื่องกำหนดแบบและวิธีการส่งผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ผิดปกติหรือที่มีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน การให้การรักษาพยาบาล และการป้องกันแก้ไข ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2021 กำหนดแบบ จผส. 1 และรองรับการส่งผ่าน ระบบ e-service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยลงทะเบียนรับรหัสผู้ใช้งานก่อน ทั้งยังไม่ตัดสิทธิส่งด้วยตนเอง ไปรษณีย์ หรือโทรสารตามประกาศ
การส่งทางระบบถือวันและเวลาที่ปรากฏในเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของกรม ควรเก็บหลักฐานการส่งให้ตรวจสอบได้ ไม่ใช้เวลาที่เริ่มเตรียมเอกสารเป็นหลักฐานว่าส่งแล้ว ก่อนยื่นจริงให้ตรวจช่องทางรับเรื่องและแบบที่หน่วยงานกำหนดในขณะนั้น
หากมีหลักฐานทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของราชการหรือที่หน่วยงานรัฐจัดตั้งขึ้นว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้ ข้อ 10 ให้นายจ้างเปลี่ยนงานตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างเป็นสำคัญ
ตัวอย่างทะเบียนติดตามที่ HR คัดลอกไปทำตารางได้
“รหัสลูกจ้าง | กลุ่มงาน/ปัจจัยเสี่ยง | เหตุที่ต้องตรวจ | วันเริ่มงานหรือเปลี่ยนงาน | วันตรวจ | วันที่ทราบผล | วันแจ้งลูกจ้าง | การรักษา/สอบหาสาเหตุ | วันส่ง จผส. 1 | หลักฐานรับเรื่อง | ผู้รับผิดชอบ | รอบติดตาม”
ทะเบียนนี้เป็นตัวอย่างบริหารงาน ไม่ใช่แบบรายงานทางราชการ และไม่ใช้แทนสมุดสุขภาพหรือแบบ จผส. 1 ควรจำกัดการเข้าถึงเมื่อมีข้อมูลสุขภาพรายบุคคล
ตรวจตามกฎหมายกับตรวจสุขภาพทั่วไป จัดรอบเดียวกันได้ไหม
ในเชิงวางแผน บริษัทอาจประสานให้ตรวจในวันเดียวกันได้ แต่ต้องยืนยันกับผู้ให้บริการว่ารายการตรวจตามปัจจัยเสี่ยง คุณสมบัติแพทย์ เอกสาร และกำหนดเวลาครบตามกฎหมาย การรวมวันไม่ได้ทำให้แพ็กเกจสุขภาพทั่วไปใช้แทนการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงได้โดยอัตโนมัติ
- ให้ใบเสนอราคาแยกงานตามปัจจัยเสี่ยงออกจากสวัสดิการทั่วไป และระบุแพทย์ผู้รับผิดชอบ
- จัดคิวพนักงานแต่ละกลุ่มจากรายการที่ต้องตรวจจริง มีแผนสำหรับผู้เข้าใหม่หรือย้ายงานที่รอรอบใหญ่ไม่ได้
- ตกลงวันส่งผล ช่องทางแจ้งผลรายบุคคล ผู้ติดตามผลผิดปกติ และผู้จัดทำรายงานก่อนวันบริการ
- หากเพิ่มตรวจฟัน ให้แยกผู้ให้บริการและขอบเขตทันตกรรม ไม่ถือว่าตรวจฟันแทนรายการตามปัจจัยเสี่ยงได้
การออกแบบรายการสุขภาพทั่วไปตามวัยและการเลือกสถานที่อ่านต่อได้ที่ตรวจสุขภาพประจำปีพนักงาน ตรวจอะไรบ้าง ส่วนบริษัทที่กำลังวางสวัสดิการพนักงานโรงงานควรจัดงบและผู้รับผิดชอบแยกจากหน้าที่ตรวจตามกฎหมาย
Tooth Taxi เป็นบริการทันตกรรมถึงที่ทำงาน บทความนี้ไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้จัดตรวจอาชีวเวชศาสตร์หรือออกเอกสารรับรองการตรวจตามปัจจัยเสี่ยง หากบริษัทต้องการเพิ่มทันตกรรมเป็นสวัสดิการ ให้ประสานแยกจากทีมตรวจสุขภาพ และตรวจเงื่อนไขที่ ขั้นตอนใช้บริการ Tooth Taxi สำหรับองค์กร
วางระบบให้ครบทั้งวันตรวจและการติดตามผล
หน้าที่เรื่องตรวจสุขภาพลูกจ้างเริ่มตั้งแต่รู้ว่ามีงานเสี่ยงใด เลือกแพทย์และรายการตรวจให้เหมาะสม ไปจนถึงแจ้งผล เก็บข้อมูล และติดตามเมื่อผิดปกติ HR ควรทำงานกับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยและผู้ให้บริการทางการแพทย์กำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน หากต้องการเพิ่มการดูแลช่องปากในแผนสุขภาพองค์กร สามารถประสาน Tooth Taxi เพื่อจัดบริการทันตกรรมถึงที่ทำงานตามเงื่อนไขพื้นที่และรอบบริการ โดยยืนยันรายการ ค่าใช้จ่าย และคิวแยกจากการตรวจตามปัจจัยเสี่ยงก่อนเปิดลงทะเบียน
คำถามที่พบบ่อย
กฎกระทรวงปี 2020 ฉบับนี้กำหนดหน้าที่สำหรับลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ต้องประเมินงานและปัจจัยเสี่ยงจริง ไม่ควรสรุปว่าพนักงานทุกตำแหน่งต้องใช้รายการตรวจเหมือนกัน
ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน ตามข้อ 3 (1) และจัดครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละครั้ง โดยกรณีที่จำเป็นต้องตรวจตามระยะเวลาอื่นตามผลตรวจ ให้จัดตามระยะเวลานั้น
หากเปลี่ยนงานที่มีปัจจัยเสี่ยงแตกต่างจากเดิม ต้องจัดตรวจทุกครั้งให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่เปลี่ยนงาน ตามข้อ 3 (3) ไม่ควรรอรอบใหญ่จนพ้นกำหนด
ได้ ตามข้อ 6 และประกาศกรมเรื่องแบบสมุดสุขภาพลงวันที่ 24 มิถุนายน 2021 โดยต้องจัดทำข้อมูลตามแบบ บันทึกตามผลตรวจของแพทย์ทุกครั้ง และเตรียมมอบให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง
โดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 2 ปีนับแต่สิ้นสุดการจ้างแต่ละราย กรณีงานเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งจากการทำงานตามประกาศที่ข้อ 7 อ้างถึง ต้องเก็บไม่น้อยกว่า 10 ปีนับแต่สิ้นสุดการจ้างแต่ละราย
เป็นคนละหน้าที่: แจ้งลูกจ้างภายใน 3 วันนับแต่ทราบผลตามข้อ 8 และส่งรายงานกรณีตามข้อ 9 ภายใน 30 วันนับแต่ทราบความผิดปกติหรือการเจ็บป่วย พร้อมจัดการรักษาทันทีและตรวจสอบหาสาเหตุ ไม่รอครบ 30 วัน
ต้องแจ้งภายใน 7 วันนับแต่วันที่ทราบผลการตรวจ ตามข้อ 8 (2) ตัวบทไม่ได้ใช้คำว่า 7 วันทำงาน
ไม่ได้ถือว่าใช้แทนกันโดยอัตโนมัติ ประกาศกรมกำหนดแบบ จผส. 1 สำหรับผลตรวจผิดปกติหรือที่มีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน รวมการรักษาพยาบาลและการป้องกันแก้ไข ต้องจัดเอกสารและส่งตามแบบและวิธีที่กำหนด
แหล่งอ้างอิง
- ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่สำเนาโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานการตรวจสุขภาพลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง ปี 2020 เล่ม 137 ตอนที่ 80 ก วันที่ 5 ตุลาคม 2020 หน้า 30 ถึง 33: ข้อ 2 ถึง 11osh.labour.go.th ↗
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรวมกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 มิถุนายน 2026: งานเกี่ยวกับสารเคมี หน้า 291 ถึง 294; แบบสมุดสุขภาพและภาคผนวก หน้า 295 ถึง 307; แบบและวิธีส่งผลผิดปกติและ จผส. 1 หน้า 308 ถึง 311 (หน้า PDF 302 ถึง 322)osh.labour.go.th ↗
ประสาน Tooth Taxi เพื่อประเมินบริการทันตกรรมถึงที่ทำงาน แจ้งจังหวัด จำนวนผู้สนใจ และช่วงวันที่สะดวก เพื่อยืนยันรอบบริการและค่าใช้จ่ายก่อนจัดกิจกรรม
ผู้เขียนบทความ